ALEC Knowledge

การนำสาหร่ายทะเล มาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย

knowledge03

รูปภาพจาก www.dgiwire.com

สาหร่ายทะเล (seaweeds) ทั่วโลกพบประมาณ 12,000 ชนิด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสาหร่ายสีเขียว (Division Chlorophyta) 4,000 ชนิด สาหร่ายสีแดง (Division Rhodophyta) 6,000 ชนิด และสาหร่ายสีน้ำตาล (Division Phaeophyta) 2,000 ชนิด ในขณะที่ประเทศไทยพบสาหร่ายทะเลประมาณ 350 ชนิด เป็นสาหร่ายสีเขียว 100 ชนิด สาหร่ายสีแดง 180 ชนิด และสาหร่ายสีน้ำตาล 70 ชนิด

สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทยมีการเลี้ยงและใช้ประโยชน์จากสาหร่ายทะเลมาเป็นเวลานานแล้ว เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ มีการเลี้ยงสาหร่ายสกุล Euchema และสกุล Kappaphycuas  เพื่อการผลิตคาร์ราจีแนน นอกจากนั้นยังมีการเลี้ยงสาหร่ายสกุล Cualerpa และสกุล Gracilaria ส่วนในประเทศเวียดนามก็มีการเลี้ยงสาหร่ายสกุล Kappaphycuas และมีการเลี้ยงสาหร่ายสกุล Gracilaria  ในขณะที่ประเทศมาเลเซียมีการเลี้ยงสาหร่ายสกุล  Euchema และสกุล Gracilaria  สำหรับในประเทศอินโดนีเซียส่วนใหญ่มีการเก็บสาหร่ายได้จากธรรมชาติซึ่งได้ผลผลิตมากกว่าจากการเลี้ยง

สำหรับสาหร่ายทะเลที่สามารถเพาะเลี้ยงเพื่อการอุตสาหกรรมได้จัดอยู่ในกลุ่ม สาหร่ายสีเขียว สาหร่ายสีแดง และสาหร่ายสีน้ำตาล  ซึ่งอุตสาหกรรมสาหร่ายของประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้ว่าการเลี้ยงสาหร่ายในประเทศไทยจะพัฒนามาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1986 โดยการเลี้ยงจะเน้นไปที่สาหร่ายสกุล Gracilaria และการพัฒนาการเลี้ยงสาหร่ายเกิดในจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย สำหรับอุตสาหกรรมสาหร่ายในประเทศไทยสามารถแยกได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ ตามการนำไปใช้ประโยชน์ คือ เพื่อเป็นอาหารสัตว์ การบำบัดน้ำ และการผลิตวุ้น

การใช้ประโยชน์จากสาหร่ายทะเลในประเทศไทย พบว่ามีการนำสาหร่ายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมาเป็นอาหารในหลายพื้นที่ เช่น ชาวบ้านในจังหวัดตราดใช้สาหร่ายเขากวางเป็นอาหาร หรือการใช้สาหร่ายผมนางเป็นอาหารของคนในพื้นที่จังหวัดสงขลา เป็นต้น นอกจากนี้มีการนำสาหร่ายมาใช้ทำปุ๋ยและอาหารสัตว์  ใช้สาหร่ายเพื่อการบำบัดน้ำทิ้งจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ  ใช้ในผลิตแก๊สเชื้อเพลิง และมีการใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรมและการค้า เป็นต้น

ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีการนำสาหร่ายมาใช้ประโยชน์มากมายทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น เพื่อเป็นการตรวจสอบถึงทรัพยากรสาหร่ายทะเล ซึ่งจะต้องทราบว่าสภาพทรัพยากรสาหร่ายทะเลปัจจุบันเป็นอย่างไร และทิศทางการอนุรักษ์ ส่งเสริม และฟิ้นฟูทรัพยากรสาหร่ายทะเลควรจะมุ่งไปทางใด เราจึงสามารถหาคำตอบได้จากการศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อหาโอกาสและอุปสรรค โดยสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้ดังต่อไปนี้

1. จุดแข็ง (Strengths)

1.1 สาหร่ายบางชนิด มีการศึกษาถึงวิทยาการในการเลี้ยงมานานแล้วในหลายประเทศ เช่น ทางอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น สำหรับในประเทศไทยเองก็มีการศึกษาการเลี้ยงมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร จึงก่อให้เกิดความชำนาญ และเชี่ยวชาญในการเลี้ยงสาหร่าย เช่น สาหร่ายผมนาง สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายกลวง เป็นต้น

1.2 สาหร่ายบางชนิดมีการวิจัยถึงประโยชน์ต่างๆ ในหลายแง่มุม รวมทั้งมีการนำไปใช้ประโยชน์จริงทั้งที่เป็นภูมิปัญญา และใช้ในเชิงอุตสาหกรรม จึงก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น

1.3 เรื่องระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงสาหร่าย สามารถเพาะเลี้ยงได้เร็วกว่าพืชหลายชนิด จึงมีศักยภาพอย่างมหาศาลที่จะผลิตเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรม ทั้งในระดับย่อยหรือระดับใหญ่ได้

1.4 เรื่องสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงสาหร่าย พบว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงสาหร่ายทะเลบางชนิดได้ เนื่องจากตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีน แม้จะมีภัยธรรมชาติบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงมากนัก ทางตอนใต้มีทะเลจีนใต้และทะเลอันดามันขนาบทั้ง 2 ด้าน เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสาหร่ายทะเล และเนื่องจากมีพื้นที่สำหรับทำการประมงถึง 428,180 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ทะเล 420,280 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ชายฝั่งปากแม่น้ำและดินดอนชายเลนที่น้ำท่วมถึง 1,400 ตารางกิโลเมตร

1.5 มีองค์กร บุคลากร ที่มีความรู้ ความสามารถที่จะคำแนะนำในด้านการเพาะเลี้ยงและการนำสาหร่ายไปใช้ประโยชน์

 

2. จุดอ่อน (Weaknesses)

2.1 อุตสาหกรรมสาหร่ายทะเลของประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้ว่าจะมีการพัฒนาการเลี้ยงมาเป็นระยะเวลานานกว่าสองทศวรรษแล้ว โดยการเลี้ยงส่วนใหญ่จะเน้นไปที่สาหร่ายสกุล Gracilaria spp. หรือที่เรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่นว่า สาหร่ายผมนาง สาหร่ายเขากวาง สาหร่ายข้อ และสาหร่ายหิน แต่ในปัจจุบันได้เริ่มมีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายชนิดอื่นๆ บ้างแล้ว เช่น สาหร่ายโพรง สาหร่ายพวงองุ่น เป็นต้น แต่นับว่ายังไม่แพร่หลายมากนัก

2.2  ทรัพยากรสาหร่ายทะเล นับเป็นทรัพยากรประมงประเภทหนึ่งซึ่งเป็นทรัพยากรร่วมซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เข้าใช้ประโยชน์ และวิธีการทำการประมงก็ไม่ยุ่งยาก มีผลตอบแทนสูง จึงปรากฎว่าชาวประมงไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนี้ ส่งผลให้ทรัพยากรลดน้อยลง

2.3 ทรัพยากรสาหร่ายทะเลลดน้อยลง เนื่องจากจากการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในรูปแบบต่างๆ เช่น การพัฒนาของเขตชุมชน การสร้างท่าเทียบเรือ โรงแรม รีสอร์ท เป็นต้น และจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลกส่งผลให้ทรัพยากรสาหร่ายทะเลเกิดการเสื่อมโทรมและมีปริมาณลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ในเวลาต่อมา

2.4 วัตถุดิบขาดแคลน วัตถุดิบไม่สามารถผลิตได้เพียงพอตามความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากสาหร่ายทะเลที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและมีคุณภาพดีส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ

 

3. โอกาส (Opportunities)

3.1 สาหร่ายทะเลเศรษฐกิจ ยังมีความต้องการสูงทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เนื่องจากในปัจจุบันความสามารถในการผลิตสาหร่ายเศรษฐกิจยังไม่เพียงพอกับความต้องการเพื่อตอบสนองต่อการบริโภค เช่น สาหร่าย Porphyra หรือจีฉ่าย สาหร่ายพวงองุ่น เป็นต้น

3.2 ความต้องการสาหร่ายเพื่อใช้ทางด้านอุตสาหกรรมต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองประชากรที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการใช้สารที่มีในสาหร่ายเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่พบในชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เครื่องสำอางต่างๆ ยาสีฟัน ครีมโกนหนวด ยาสระผมเป็นต้น

3.3 ปัจจุบันสาหร่ายก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะสาหร่ายมีสารอาหารที่สำคัญต่างๆ ในปริมาณสูง และสารอาหารบางชนิดที่พบในสาหร่ายก็ไม่สามารถพบได้ในพืชบก อีกทั้งพืชบกก็มีปัญหาในเรื่องของยาฆ่าแมลง ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพและการก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บของผู้บริโภคได้

3.4 สามารถเพิ่มผลผลิตสาหร่ายทะเลจากการเพาะเลี้ยงได้ เนื่องจากสาหร่ายที่นำไปใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันได้จากการเก็บในแหล่งน้ำธรรมชาติ หากมีการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ประกอบกับประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่มีศักยภาพเหมาะสมในการเลี้ยงสาหร่ายในหลายๆ ด้าน เนื่องจากตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีน แม้จะมีภัยธรรมชาติบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงมากนัก ทางตอนใต้มีทะเลจีนใต้และทะเลอันดามันขนาบทั้ง 2 ด้าน เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสาหร่ายทะเล และเนื่องจากมีพื้นที่ทะเล  420,280 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ชายฝั่งปากแม่น้ำและดินดอนชายเลนที่น้ำท่วมถึง 1,400 ตารางกิโลเมตร จึงมีโอกาสเพิ่มผลผลิตสาหร่ายได้อีก

 

4. ข้อจำกัดหรืออุปสรรค (Threats)

4.1 สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรสาหร่ายเสื่อมโทรม เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาด้านต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำ ทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยและการแพร่พันธุ์ของสาหร่ายลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาหร่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลานาน ทำให้ทรัพยากรสาหร่ายเสื่อมโทรม และลดปริมาณลง

4.2 สาหร่ายทะเลที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งบางชนิดมีเป็นบางช่วงในรอบปีเท่านั้น ส่วนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการอีกทั้งบางชนิดคุณภาพยังไม่ดีเท่ากับที่เก็บเกี่ยวได้จากธรรมชาติ

4.3 การบริโภคสาหร่ายทะเลยังไม่แพร่หลาย คงมีความนิยมบริโภคสาหร่ายเฉพาะในบางท้องถิ่นบริเวณชายฝั่งทะเลเท่านั้น เช่น บางพื้นที่ในจังหวัดทางภาคใต้ และภาคตะวันออกของประเทศเท่านั้น

4.4 ขาดการส่งเสริมอย่างจริงจัง และต่อเนื่องจากหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการศึกษา รวมทั้งการส่งเสริมการเลี้ยงอย่างเป็นรูปธรรม

4.5 การประชาสัมพันธ์ถึงคุณประโยชน์ของสาหร่ายมีน้อย ประชาชนขาดการรับรู้ข่าวสารดังกล่าว จึงไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการหาแนวทางที่เหมาะสมต่อการจัดการทรัพยากรและพัฒนามูลค่าเพิ่มของสาหร่ายทะเลเศรษฐกิจบริเวณชายฝั่งในประเทศไทย

 

สรุป

สาหร่าย (algae) โดยเฉพาะสาหร่ายทะเล (seaweed, marine algae) เป็นพืชชั้นต่ำชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเล ซึ่งชนชาติที่อาศัยอยู่ตามฝั่งทะเล เช่น ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นรู้จักใช้เป็นอาหารมาเป็นเวลานานแล้ว นอกจากนี้ประชากรในส่วนอื่นๆ ของโลกก็รู้จักนำสาหร่ายทะเลมาใช้ประโยชน์เช่นเดียวกัน ทั้งเป็นยารักษาโรค ปุ๋ย อาหารสัตว์ สกัดสารในสาหร่ายเพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรม และการค้า เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทยมีการนำสาหร่ายมาใช้ประโยชน์หลากหลายชนิด ทั้งสาหร่ายน้ำจืด และสาหร่ายทะเล ทั้งสาหร่ายขนาดเล็ก และสาหร่ายขนาดใหญ่ โดยสาหร่ายทะเลที่นำมาใช้ประโยชน์ เช่น สาหร่ายผมนาง สาหร่ายมงกุฎหนาม  สาหร่ายโพรง และสาหร่ายพวงองุ่น ซึ่งประโยชน์ของสาหร่ายในประเทศไทยสามารถแยกได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ ตามการนำไปใช้ประโยชน์ คือ เป็นอาหารสัตว์โดยเฉพาะสัตว์น้ำ การบำบัดน้ำ และการผลิตวุ้น

เนื่องจากในปัจจุบันความต้องการสาหร่ายโดยเฉพาะสาหร่ายทะเล ทั้งในประเทศและต่างประเทศมีเป็นจำนวนมาก และในอนาคตมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยนับเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพในการผลิตสาหร่ายได้ทั้งจากการเก็บจากธรรมชาติและจากการเพาะเลี้ยง

พื้นที่บริเวณชายฝั่งของประเทศไทย นับเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีศักยภาพในการผลิตสาหร่ายได้ เนื่องจากมีแหล่งพันธุ์สาหร่ายขึ้นตามธรรมชาตี นอกจากนี้สภาพภูมิประเทศที่มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาว จึงเหมาะสมสามารถเป็นแหล่งที่สามารถผลิตสาหร่ายได้ อีกทั้งบริเวณดังกล่าวประชาชนในท้องถิ่นมีการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายทะเลมาเป็นเวลานานแล้ว โดยรู้จักนำสาหร่ายทะเลมาบริโภคในลักษณะสด และแปรรูปทั้งเพื่อการบริโภคและจำหน่าย ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ในครัวเรือน แต่ในปัจจุบันพบว่าผลจากการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในรูปแบบต่างๆ เช่น การพัฒนาของเขตชุมชน การสร้างท่าเทียบเรือ โรงแรม รีสอร์ท  เป็นต้น

จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลกส่งผลให้ทรัพยากรสาหร่ายทะเลเกิดการเสื่อมโทรมและมีปริมาณลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ในเวลาต่อมา แต่หากมีการอนุรักษ์ ส่งเสริม และฟื้นฟูทรัพยากรสาหร่ายอย่างเป็นรูปธรรม และจริงจัง ประเทศไทยก็สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนต่อไป