ALEC Knowledge

อาหารจากสาหร่ายขนาดเล็ก

Knowledge04

สาหร่ายขนาดเล็กหรือจุลสาหร่าย (microalgae) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีลักษณะบางอย่างคล้ายพืช เช่นมีการสังเคราะห์แสง ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นพลังงานเคมีในรูปอาหารได้ แต่สาหร่ายจะไม่มีรากที่แท้จริงใช้เพียงแค่ยึดเกาะกับวัสดุหรือชอบที่จะลอยไปตามกระแสน้ำ จุลสาหร่ายหรือสาหร่ายขนาดเล็กนี้ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องดูใต้กล้องจุลทรรศน์จึงจะเห็นรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไป สาหร่ายขนาดเล็กมีหลายสีซึ่งเกิดจากสารอาหารต่างๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต และรงควัตถุ (pigment) ซึ่งสารเหล่านี้เป็นตัวปกป้องสาหร่ายให้มีการดำรงชีวิตมายาวนานหลายพันล้านปีถึงแม้ว่าสาหร่ายจะมีขนาดเล็กแต่สามารถสร้างสารอาหารที่มีประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิตได้ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาคุณค่าอาหารจากสาหร่ายขนาดเล็กจำนวนมากและได้รายงานว่าสาหร่ายขนาดเล็กประกอบไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร เอนไซม์ วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น วิตามินเอ ซี บี1 บี2 ไนอะซีน ไอโอดีน โพแทสเซียม เหล็ก แมงกานีส และแคลเซียม เป็นต้น ในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีมักนำสาหร่ายมาเป็นแหล่งอาหารหลัก สาหร่ายที่นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอาหาร เช่น สาหร่ายคลอเรลลา (Chlorella) ฮีมาโตคอกคัส (Hematococcus) หรือแม้แต่สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เช่น สาหร่ายสไปรูลินา (Spirulina)

สาหร่ายคลอเรลลา เป็นสาหร่ายเซลล์เดียว (single cell) มีลักษณะรูปทรงกลมหรือรี มีสีเขียว สาหร่ายชนิดนี้มีปริมาณโปรตีนสูงประมาณ 40-60 เปอร์เซ็นต์ มีการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ในประเทศไต้หวันและญี่ปุ่น นิยมนำมาบริโภคในรูปแบบของอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นยังใช้เติมลงไปในน้ำผลไม้ นม ชา ซุป บะหมี่ คุกกี้ เค้ก และไอศกรีม เป็นต้น เพื่อเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม สาหร่ายมีสารประกอบไนโตรเจนที่ไม่ใช่โปรตีนในปริมาณสูง คือกรดนิวคลีอิก หากสารนี้มีปริมาณสูงในเลือด อาจทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคเกาต์ ปกติแล้วร่างกายจะขับกรดยูริกออกทางไตแล้วปนออกมาในปัสสาวะ แต่กรดยูริกละลายน้ำได้น้อยจึงขับออกจากร่างกายได้ช้า ดังนั้น จึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้กรดยูริกขับออกทางปัสสาวะได้ง่าย

สาหร่ายฮีมาโตคอกคัส เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่มีไขมันต่ำ มีโปรตีน เส้นใยอาหาร กรดไขมันไม่อิ่มตัว รวมทั้งวิตามิน เกลือแร่อยู่หลายชนิด แต่มีลักษณะเด่นที่สามารถผลิตสารสีแดง ที่เรียกว่าแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ขึ้นมาเพื่อช่วยปกป้องเซลล์และมีชีวิตรอดอยู่ได้แม้จะอยู่ในสภาวะขาดน้ำและอาหาร จากการรายงานวิชาการทางวิทยาศาสตร์พบว่าคุณสมบัติของแอสตาแซนธินนั้นสามารถยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยวหรือมีค่าการต้านอนุมูลอิสระสูง โดยมีประสิทธิภาพสูงกว่าโคเอนไซม์ คิวเทน 800 เท่า สูงกว่าคาทีซิน (เป็นสารในกลุ่มสารประกอบฟีนอล (phenolic compounds) มีฤทธิ์เป็นสารต้านออกซิเดช่ัน (anti-antioxidant) ที่จับกับอนุมูลอิสระ และเป็นสารอินทรีย์ซึ่งสามารถจับกับแร่ธาตุประจุบวกได้ ได้แก่ เหล็ก สังกะสี ทองแดงโคบอลต์ แมงกานีส เป็นต้น คาทีซินมักสกัดได้จากชาเขียว 560 เท่า และมีค่าสูงกว่าวิตามินซี 6,000 เท่า นอกจากนี้ยังพบว่าแอสตาแซนธินมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอี 550 เท่า และสูงกว่าเบต้าแคโรทีน 40 เท่า

สาหร่ายสไปรูลินา เป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน สาหร่ายชนิดนี้เป็นรู้จักกันดีเนื่องจากอุดมไปด้วยโปรตีนและเป็นแหล่งของวิตามินบี เหล็ก แร่ธาตุต่างๆ สาหร่ายชนิดนี้ใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับมนุษย์และสัตว์ในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รายงานว่าสาหร่ายสไปรูลินาอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและส่งผลดีต่อระดับไขมันในเลือด รวมถึงระดับคอเลสเตอรอลและไขมันชนิดที่ไม่ดีชนิดแอลดีแอล (LDL) ลดต่ำลง และระดับไขมันชนิดเอชดีแอล(HDL) ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีนั้นเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

การรับประทานสาหร่ายให้ปลอดภัย ควรคำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสมต่อการบริโภคซึ่งดูได้จากฉลาก หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาและทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ นอกจากนี้ควรคำนึงถึงแหล่งผลิตและกรรมวิธีการต้องผ่านการรับรองการผลิตตามมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ที่ได้ต้องปราศจากสิ่งเจอปน เช่น สารพิษโลหะหนักหรือแบคทีเรีย มิฉะนั้นอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็ว ภาวะกระหายน้ำ เกิดภาวะช็อก หรืออาจเสียชีวิตได้


นารินทร์ จันทร์สว่าง

ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย