ALEC Knowledge

อาหารมนุษย์ อาหารสัตว์จากสาหร่าย

knowledge02

 

โดยทั่วไปสาหร่ายมักจะนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอาหารและเครื่องสำอาง ได้แก่ สาหร่ายสไปรูไลนา (Spirulina) คลอเรลลา (Chlorella) ดูนาลิเอลลา (Dunaliella)ฮีมาโตคอกคัส (Haematococcus) เป็นต้น แหล่งเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่ายน้ำจืดขนาดเล็ก (microalgae) อยู่ที่มหาวิทยาลัย Coimbra ประเทศโปรตุเกส ซึ่งมีมากกว่า 4,000 สายพันธุ์ ส่วนประเทศอื่นๆ ได้แก่ เยอรมนี (The Culture Collection of Algae of the Gottingen University) สหรัฐอเมริกา (The Culture Collection of Algae in the University of Texas) ออสเตรเลีย (The Australian National Algae Culture Collection) อังกฤษ (The Culture Collection of Algae and Protozoa) และสำหรับประเทศไทยอยู่ที่ศูนย์จุลินทรีย์ วว. (TISTR Culture Collection Center) โดยศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น คุณค่าทางอาหารของสาหร่ายประกอบไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็น แกรมมา-ลิโนเลนิก (γ-linolenic acid : GLA) ใยอาหาร วิตามินบี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และสารสี เช่น บีตา-แคโรทีน แซนโทฟิลล์ คลอโรฟิลล์และสารออกฤทธิ์ชีวภาพอื่นๆ มีรายงานทางวิชาการว่า สาหร่ายมีฤทธิ์ต้านไวรัส ต้านเนื้องอก ต้านการอักเสบ ต้านการแพ้ ต้านเบาหวาน สารกำจัดอนุมูลอิสระ และยังมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (de Jesus Paposo, de Morais and de Morais 2013; Ku et al. 2013) ปัจจุบันสารประกอบหลายชนิดจากสาหร่ายใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร (food ingredients) ที่มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ประโยชน์ทางยา ป้องกันโรค รักษาโรคและชะลอความชรา ในเชิงพาณิชย์สารบีตา-แคโรทีน จากสาหร่ายดูนาลิเอลลาที่ผลิตได้จากการเพาะเลี้ยงสาหร่ายในสภาวะที่มีความเค็มสูงในบ่อกลางแจ้ง มีมูลค่าสูงถึง 1,500 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัมแห้ง (หรือประมาณ 48,000 บาทต่อกิโลกรัมแห้ง) บีตา-แคโรทีนยังเป็นสารตั้งต้นสำหรับการสังเคราะห์วิตามินเออีกด้วย สาหร่ายขนาดเล็กยังเป็นแหล่งโปรตีน เช่น สาหร่ายสไปรูไลนา ประกอบด้วยโปรตีน 50-70 เปอร์เซ็นต์ สาหร่ายคลอเรลลามีโปรตีนประมาณ 38-58 เปอร์เซ็นต์ สาหร่ายแนน-โนคลอรอปซีส (Nannochloropsis) มีโปรตีนประมาณ22-37 เปอร์เซ็นต์ สาหร่ายพอร์ไฟริเดียม (Porphyridium) มีโปรตีนประมาณ 8-56 เปอร์เซ็นต์ สาหร่ายฮีมาโตคอกคัส มีโปรตีนประมาณ 45-50 เปอร์เซ็นต์(Safi et al. 2014) โดยทั่วไปกรดอะมิโนจากสาหร่ายขนาดเล็กจะคล้ายกัน และจะมีอัตราส่วนคงที่ระหว่างกรดอะมิโนจำเป็นต่อกรดอะมิโนไม่จำเป็น (Chapman and Gellenbeck 1989)

 

อย่างไรก็ตาม กรดอะมิโนที่ได้จากสาหร่ายจำเป็นต้องสกัดด้วยวิธีทางกลและทางเคมี ตัวอย่างเช่นกรดอะมิโนและโปรตีนที่สกัดจากสาหร่ายคลอเรลลาแนนโนคลอรอปซีส ฮีมาโตคอกคัส ต้องใช้เทคนิคการทำให้ผนังเซลล์ที่แข็งแรงแตกเพื่อให้ปล่อยโปรตีนออกมา วิธีที่จะช่วยให้ผนังเซลล์แตก ได้แก่ การใช้คลื่นอัลตราโซนิก การใช้เอนไซม์ในการย่อยผนังเซลล์ การใช้ความดันสูงการใช้เม็ดขนาดเล็กช่วยบดเซลล์ เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามสาหร่ายสไปรูไลนามีผนังเซลล์ที่บาง จะใช้วิธีการสกัดเอาโปรตีนออกด้วยวิธีที่ไม่รุนแรง เช่น แช่เซลล์สาหร่ายในช่องแช่แข็ง จากนั้นปล่อยให้น้ำแข็งละลาย สารในเซลล์ก็จะปล่อยออกสู่นอกเซลล์สาหร่าย อาหารมนุษย์จากสาหร่ายประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ ของสาหร่ายที่ผลิตขึ้นเพื่อเป็นอาหารมนุษย์จะอยู่ในรูปผงอัดเม็ดหรือแคปซูลนอกเหนือ ไปจากปริมาณโปรตีนที่มีอยู่ในสาหร่าย ยังรวมถึงคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้ง น้ำตาล เซลลูโลส และพอลิแซ็กคาไรด์อื่นๆ คาร์โบไฮเดรตเหล่านั้นมีคุณสมบัติย่อยได้ (digestibility) นอกจากนี้ สาหร่ายบางชนิดยังมีกรดไขมันประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักแห้ง สาหร่ายยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีความสำคัญต่อมนุษย์ เช่น แคโรทีน คลอโรฟิลล์ ไฟโคบิลิโปรตีน สาหร่ายขนาดเล็กที่นิยมบริโภคกันส่วนใหญ่ ได้แก่ สไปรูไลนาคลอเรลลา ดูนาลิเอลลา ฮีมาโตคอกคัส และ ชิโซไชเทรียม(Schizochytrium) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอาหารปลอดภัยต่อการบริโภค [Food generally recognized as safe (GRAS) status] ขององค์กรอาหารและการเกษตร (The food and agriculture organization)

ดร.นารินทร์ จันทร์สว่าง

ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย